เอ.พี.ไอ จะผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับอุปกรณ์แต่งรถ เพื่อเพิ่มสมรรถภาพให้แก่เครื่องยนต์

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเครื่องยนต์เบนซิน (แก๊สโซลีน) และการใช้แก๊สโซฮอล์ E10

เครื่องยนต์สันดาปภายใน คือ เครื่องจักรในการแปลงพลังงานทางเคมีให้เป็นพลังงานกล โดยผ่านกลไกการเผาไหม้เชื้อเพลิง เครื่องยนต์มีหลายแบบ เช่น แบบลูกสูบ 2 จังหวะ 4 จังหวะ เบนซิน ดีเซล ก๊าซ และแบบโรตารี่ เป็นต้น   เครื่องยนต์ดีเซลจะให้ความร้อนเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้ด้วยการอัดอากาศให้มีความดันสูงและอุณหภูมิสูง ส่วนเครื่องยนต์แก๊สโซลีนจะให้ความร้อนเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้ด้วยการใช้หัวเทียนสร้างประกายไฟ เครื่องยนต์แก๊สโซลีน 4 จังหวะ มีส่วนประกอบสำคัญดังภาพต่อไปนี้

มีส่วนประกอบสำคัญ คือ

1)  หัวเทียน (Spark plug)

2)  วาล์วไอดี (Intake valve)

3)  วาล์วไอเสีย (Exhaust valve)

4)  ลูกสูบ (Piston)

5)  แหวนลูกสูบ (Piston ring)

6)  กระบอกสูบ (Cylinder)

7)  ก้านสูบ (Piston rod)

8)  เพลาข้อเหวี่ยง (Crankshaft)

โดยถ้าเป็นเครื่องยนต์ 1 สูบ จะมีการทำงาน 4 จังหวะ ดังภาพต่อไป

จังหวะดูด                     จัวหวะอัด                 จังหวะกำลัง                 จังหวะคาย

1)  จังหวะดูด ลูกสูบจะเคลื่อนที่ลงด้านล่างจากแรงเหวี่ยง หรือแรงเฉื่อยของการหมุน แล้ววาล์วไอดีเปิดออกจะดูดอากาศผสมเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้

2)  จังหวะอัด ลูกสูบจะเคลื่อนที่ขึ้นด้านบนจากแรงเหวี่ยง หรือแรงเฉื่อยของการหมุน แล้ววาล์วทั้ง 2 ปิด จะอัดอากาศพร้อมเชื้อเพลิงอยู่ในห้องเผาไหม้

3)  จังหวะกำลัง หัวเทียนจะจุดประกายไฟ ทำให้เชื้อเพลิงติดไฟ วาล์วทั้ง 2 ปิด เกิดความร้อนสูง อากาศขยายตัว ความดันสูงเกิดแรงกดลูกสูบเคลื่อนที่ลงด้านล่าง

4)  จังหวะคาย ลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นด้านบนจากแรงเหวี่ยง หรือแรงเฉื่อยของการหมุน วาล์วไอเสียเปิดออกดันให้ไอเสียไหลออกด้านนอก

เครื่องยนต์ทำงานครบ 1 รอบเท่ากับ 4 จังหวะ จะเกิดการหมุนของเพลาข้อเหวี่ยง 2 รอบ และลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นและลง 2 ครั้งเช่นกัน

การทำงานของเครื่องยนต์ 4 จังหวะที่ใช้หัวเทียนจุดระเบิด เรียกว่า รอบของออตโต้ หรือ Otto cycle หรือเรียกเครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะว่า เครื่องยนต์ออตโต้ ซึ่งจะมีกราฟแสดงความสัมพันธ์ของ ปริมาตร (V) และความดัน (P) ดังภาพต่อไป

1-2 คือ จังหวะดูด

2-3 คือ จังหวะอัด

3-4 คือ ช่วงที่ความร้อนเพิ่มขึ้น

4-5 คือ จังหวะกำลัง

5-2 คือ ช่วงที่ความร้อนลดลง

2-1 คือ จังหวะคาย

อัตราส่วนการอัด (Compression ratio) คือ ปริมาตร มากที่สุด : ปริมาตรน้อยที่สุด สำหรับเครื่องยนต์เบนซินจะมีค่าประมาณ 11 : 1 (แปรผันมากหรือน้อยกว่าที่ระบุตามการออกแบบของผู้ผลิตแต่ละรุ่น)

สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล จะมี 4 จังหวะที่เหมือนกัน แต่ในการจุดประกายไฟให้เกิดการเผาไหม้ในห้องเผาไหม้ จะไม่ใช้หัวเทียนจุดประกายไฟ แต่จะใช้อัตราส่วนการอัดที่สูงกว่าเครื่องยนต์แก๊สโซลีน คือใช้อัตราส่วนการอัดประมาณ 19 : 1 (แปรผันมากหรือน้อยกว่าที่ระบุตามการออกแบบของผู้ผลิตแต่ละรุ่น) เพื่อทำให้อากาศและเชื้อเพลิงร้อนมากจนติดไฟเอง ภาพต่อไปแสดงรอบการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซล 1 สูบ

น้ำมันแก๊สโซลีน (Gasoline fuel) มีองค์ประกอบเป็น 20% C8H18, 20% C9H20, 15% C10H22, 15% C11H24, 8% C6H6, 10% C7H8, 10% C8H7 and 2% C8H10 โดยปริมาตร มีความถ่วงจำเพาะ = 0.74 ซึ่งในการเผาไหม้จะต้องใช้ออกซิเจนในการทำปฏิกิริยาสันดาป โดยเกิดปฏิกิริยา ดังนี้

2C8H18 + 25O2 -> 16CO2 + 18H20 + Heat

C9H20 + 14O2 -> 9CO2 + 10H20 + Heat

2C10H22 + 31O2 -> 20CO2 + 22H20 + Heat

C11H24 + 17O2 -> 11CO2 + 12H20 + Heat

2C6H6 + 15O2 -> 12CO2 + 6H20 + Heat

C7H8 + 9O2 -> 7CO2 + 4H20 + Heat

4C8H7 + 39O2 -> 32CO2 + 7H20 + Heat

2C8H10 + 21O2 -> 16CO2 + 10H2O + Heat

หรือ เขียนได้ว่า     เชื้อเพลิง + ออกซิเจน -> คาร์บอนไดออกไซด์ + น้ำ + ความร้อน

จากสมการปฏิกิริยาด้านบน ถ้ามีการเผาไหม้โดยสมบูรณ์แล้ว เมื่อทำการคำนวณการเผาไหม้ น้ำมันแก๊สโซลีน 1 แกลลอน

(1 แกลลอน = 3.78 ลิตร) แล้ว จะเกิดคาร์บอนไดออกไซด์ 8.7 กิโลกรัม

การเผาไหม้ คือ ปฏิกิริยาเคมีระหว่างสารเชื้อเพลิง (ส่วนใหญ่เป็นสารประกอบอินทรีย์ หรือสารประกอบไฮโดรคาร์บอน) กับสารออกซิแดนท์ (Oxidant) หรือสารที่มีออกซิเจน (หรือฟลูโอลีน) เป็นส่วนประกอบ เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน เช่น ปฏิกิริยาการเผาไม้ระหว่าง มีเทน กับ ออกซิเจน หรือ ไฮโดรเจน กับออกซิเจน ดังต่อไปนี้

CH4 + 2 O2 → CO2 + 2 H2O + Heat

2 H2 + O2 → 2 H2O (g) + Heat (นิยมใช้ในจรวด)

การเผาไหม้ที่สมบูรณ์จะให้ผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นคาร์บอนไดออกไซด์กับไอน้ำ แต่ถ้าเผาไหม้ไม่สมบูรณ์จะให้ผลิตภัณฑ์เป็น คาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) หรือ คาร์บอน (C) หรือ เกิดการรวมตัวกับไนโตรเจนในอากาศซึ่งมีมากถึง 78% ทำให้เกิดออกไซด์ของไนโตรเจน (NOX) ตัวอย่างการเผาไหม้ที่เกิดปฏิกิริยาไม่สมบูรณ์ เป็นดังนี้

2 CH4 + 3 O2 → 2 CO + 4 H2O

N2 + O2 → 2 NO

N2 + 2 O2 → 2 NO2

กลไกการเผาไหม้

การเผาไหม้ในออกซิเจนเป็นปฏิกิริยาเคมีลูกโซ่ การเริ่มเผาไหม้จะต้องให้ความร้อนสูงแก่เชื้อเพลิงที่อยู่ในออกซิเจน จนเกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้ เปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลจากสารประกอบไฮโดรคาร์บอนกับออกซิเจน ไปเป็น คาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ และปล่อยความร้อนออกมา เรียกว่าปฏิกิริยาคายความร้อน ความร้อนนี้จะส่งไปยังโมเลกุลต่อๆไปทำให้เกิดปฏิกิริยาเป็นลูกโซ่ จนสารประกอบไฮโดรคาร์บอน หรือ ออกซิเจน หมดลงจึงจะสิ้นสุดการเผาไหม้ หรือปฏิกิริยาหยุดลง

การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในระบบปิดทางความร้อน (Adiabatic process) เชื้อเพลิงแต่ละชนิดจะปล่อยความร้อนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับค่าความร้อนของเชื้อเพลิงนั้น สำหรับการเผาไหม้ถ่านหินในอากาศบรรยากาศ (l = 1) จะปล่อยความร้อนให้มีอุณหภูมิ 2,200OC น้ำมันเชื้อเพลิงเหลว 2,150 OC และก๊าซธรรมชาติ 2,000 OC

การปรับแต่งและปรับตั้งเครื่องยนต์ (นำเสนอการปรับแต่งและผลลัพธ์ที่ได้ แต่จะมีผลกระทบเกิดขึ้นซึ่งไม่ได้ระบุในที่นี้ ดังนั้นผู้อ่านต้องมีความรู้มากพอที่จะเลือกที่จะปรับแต่งให้ได้อย่างเหมาะสมที่สุด)

1)  เพิ่มอัตราส่วนการอัด – ผลที่ได้ คือ กำลังและแรงบิดของเครื่องยนต์สูงขึ้น –  โดยเพิ่มปริมาตรทำได้ด้วยการเพิ่มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลูกสูบและกระบอกสูบให้ใหญ่ขึ้น เพิ่มระยะชักให้ยาวขึ้น เพิ่มปริมาตรอากาศให้เข้าสู่ห้องเผาไหม้มากขึ้น ด้วยวิธีการขยายท่อไอดี คาร์บูเรเตอร์ (สำหรับรถยนต์รุ่นเก่า) ขยายช่องวาล์วไอดีให้ใหญ่ขึ้น เปิดวาล์วไอดีให้ลึกขึ้น ปรับเวลาการเปิดวาล์วไอดีให้นานขึ้น เจียระไนผิวภายในท่อไอดีให้เรียบมันวาล์วทำให้อากาศไหลเข้าด้วยความต้านทานต่ำลง จะไหลเข้าได้มากขึ้น หรือเจียระไนฝาสูบให้บางลง ติดตั้ง เทอร์โบชาร์ทเจอร์ หรือ ซุปเปอร์ชาร์ทเจอร์เพื่อเพิ่มอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ให้มากขึ้น เปลี่ยนตำแหน่งติดตั้งปากท่อไอดีให้อยู่ในตำแหน่งที่อากาศไหลเข้าท่อได้ง่ายและเพิ่มความดันให้ปากท่อ หรือติดตั้งอินเตอร์คูลเลอร์ เพื่อลดอุณหภูมิอากาศเข้าทำให้ความหนาแน่นของอากาศเข้าเพิ่มขึ้น

2)  เพิ่มความเร็วในการระบายไอเสียออก – ผลที่ได้ คือ มวลไอเสียที่ตกค้างในห้องเผาไหม้ก่อนขึ้นวงจร (4 จังหวะ) รอบต่อไปต่ำ ทำให้เกิดเขม่าตกค้าในห้องเผาไหม้ต่ำ และความดันต้านการหมุน (loss) ในจังหวะคายต่ำ – โดยการขยายท่อไอเสีย เปลี่ยนจากหัวท่อไอเสีย (Header) เดิมที่มีมุมงอมาก มาเป็นแบบตรงหรือโค้งเล็กน้อย ลดความยาวท่อไอเสีย หรือเจียระไนผิวภายในท่อไอเสียให้เรียบมันวาล์วให้ลดความต้านทานการไหลของไอเสียออก ขยายช่องวาล์วไอเสียให้ใหญ่ขึ้น เปิดวาล์วไอเสียให้ลึกขึ้น หรือปรับเวลาการเปิดวาล์วไอเสียให้นานขึ้น

3)  เพิ่มกำลังและแรงบิดจากการเร่งการเผาไหม้เชื้อเพลิงและเติมเชื้อเพลิงผสมให้มีค่าความร้อนสูงขึ้น เช่น การใช้สารออกซิไดเซอร์ ประเภทไนตรัสออกไซด์

4)  การลดแรงเสียดทานที่ชิ้นส่วนเคลื่อนไหวของเครื่องยนต์ เพื่อทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ทำโดยการเจียระไนผิวสัมผัสของชิ้นส่วนเคลื่อนไหวที่สัมผัสกันให้เรียบมันวาล์วมากขึ้น ซึ่งสามารถทำได้กับ ลูกสูบ กระบอกสูบ แหวนลูกสูบ ก้านวาล์ว เพลาข้อเหวี่ยง กระเดื่องกลไกทุกชิ้น ฯลฯ

5)  ปรับอัตราส่วนผสมเชื้อเพลิงอากาศให้ตรงกับค่าที่เหมาะสมที่สุด การปรับอัตราส่วนผสม จะต้องทราบว่าจะเกิดการเผาไหม้สมบูรณ์ด้วยสัดส่วนใดในสภาวะของเครื่องยนต์นั้น การมีอัตราส่วนเชื้อเพลิงน้อยหรือมากเกินไปไม่ส่งผลดีต่อกำลัง แรงบิด และประสิทธิภาพ การเพิ่มปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงเกินระดับที่เหมาะสมที่สุด จะทำให้สิ้นเปลืองสูง ไม่ทำให้กำลังเพิ่มขึ้น และเกิดมลพิษจากไอเสียมากขึ้น

คุณสมบัติของเอทานอล คือ

ค่าพลังงาน 22MJ/liter

ค่าออกเทน 106

ความถ่วงจำเพาะ อุณหภูมิ 15.5OC 0.79 Kg/liter

ค่าออกเทน

คือค่าบ่งชี้คุณสมบัติการต้านทานการจุดระเบิดที่ไม่ต้องการ คือ การจุดระเบิดก่อนถึงตำแหน่งที่ต้องการให้เกิดการระเบิด โดยการระเบิดก่อนนี้หัวเทียนยังไม่ได้เกิดประกายไฟ แต่อากาศและเชื้อเพลิงที่เกิดการอัดตัวจะลุกติดไฟเอง ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์เกิดการ น็อก (Knock) เอทานอล 99.5% มีค่าออกเทน 106 ดังนั้นเมื่อผสมเอทานอลลงในน้ำมันแก๊สโซลีน จะทำให้ค่าออกเทนของน้ำมันสูงขึ้นตาม

สัดส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงต่ออากาศ

สัดส่วนที่เหมาะสมที่สุดจะมีค่า อากาศ : น้ำมันเชื้อเพลิง เท่ากับประมาณ 14.6 : 1 โดยมวล ซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นชนิดไม่มีออกซิเจน (Non oxygenated petrol fuel) สำหรับเอทานอล 10% หรือ E10 จะมีสัดส่วนออกซิเจนอยู่ประมาณ 3.5% โดยน้ำหนัก ซึ่งช่วยให้มีออกซิเจนในการเผาไหม้มากขึ้น

การสตาร์ทในขณะเย็น (Cold starting)

แก๊สโซลีนผสมเอทานอล จะมีการสตาร์ทในขณะเย็นได้ยากขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบในฤดูหนาวโดยเฉพาะประเทศที่มีอากาศเย็นจัด เช่น อุณหภูมิต่ำกว่า จุดเยือกแข็ง เพราะคุณสมบัติของเอทานอล มีค่าความร้อนแผงในการกลายเป็นไอ (Latent heat of evaporation) สูงกว่า แก๊สโซลีนมากกว่า 100% ทำให้การแตกเป็นฝอยของไอน้ำมันจะไม่ละเอียดเท่ากับแก๊สโซลีน มีผลต่อการเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพลดลงหรือเผาไหม้ได้ยากและเผาไหม้ไม่หมด

การปรับแต่งเครื่องยนต์ในการใช้แก๊สโซฮอล์

1)  ตรวจสอบความทนทานของชิ้นส่วนเครื่องยนต์ กับบริษัท ผู้ผลิตรถยนต์ ว่าสามารถทนต่อการใช้งานเชื้อเพลิงผสมเอทานอลได้หรือไม่ และปรับแต่งตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์2)  ปรับตั้งเพิ่มปริมาณการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อ ชดเชยค่าความร้อนที่ต่ำลงของเอทานอล สำหรับกรณี เชื้อเพลิงผสมเอทานอลต่ำ เช่น E10, E20 อาจมีผลกระทบน้อยมากเพราะค่าความร้อนของน้ำมันเชื้อเพลิงเปลี่ยนแปลงน้อย อุปกรณ์ควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) ของเครื่องยนต์สามารถรับรู้และปรับโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเป็นเครื่องยนต์รุ่นเก่าที่ใช้คาบูเรเตอร์ ควรปรับตั้งให้เพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงขึ้นเล็กน้อย ที่หัวจ่ายน้ำมัน หรือเรียกว่า นมหนู (Nozzle screw)

คาร์บูเรเตอร์ จะมีหลักการทำงาน คือ ติดตั้งไว้ที่ท่อทางดูดของเครื่องยนต์ ให้อากาศที่เครื่องยนต์ดูดเข้าในจังหวะดูด ไหลผ่านคาร์บูเรเตอร์   ในตัวคาร์บูเรเตอร์จะมีอ่างเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดเล็ก มีท่อต่อมาจากถังน้ำมัน ปล่อยให้น้ำมันเชื้อเพลิงไหลมาขังไว้ในอ่างเก็บขนาดเล็กที่ควบคุมปริมาณโดยลูกลอย เมื่อติดเครื่องยนต์อากาศจะไหลผ่านช่องอาการ เข้าสู่บริเวณ ช่องแคบ (Ventury) เพื่อเพิ่มความเร็วของอากาศ ปริมาณอากาศจะไหลได้มากหรือน้อยควบคุมโดยวาล์วปีกผีเสื้อ และมีท่อขนาดเล็กปล่อยน้ำมันเชื้อเพลิงจากอ่างเก็บ ที่น้ำมันเชื้อเพลิงจะไหลไปได้ด้วยแรงดูดของอากาศที่เกิดขึ้นจากการไหลด้วยความเร็วสูงของอากาศ ซึ่งที่ท่อไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีการติดตั้งตัวปรับแบบเกลียว (adjust screw) เพื่อปรับหรี่ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงให้ไหลได้มากหรือน้อยตามที่ต้องการ (นิยมเรียกว่า นมหนู)

องศาจุดระเบิด

การจุดระเบิดด้วยหัวเทียน จะต้องจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าไปที่เขี้ยวหัวเทียนแล้วเกิดประกายไฟ ซึ่งจะทำให้อากาศผสมน้ำมันเชื้อเพลิงลุกติดไฟแล้วลามไปจนทั่วห้องเผาไหม้ การจุดระเบิดจะจุดระเบิดในตำแหน่งที่ลูกสูบเคลื่อนที่ในตำแหน่งอัดใกล้ถึงจุดสูงสุด เมื่อจุดระเบิดแล้วใช้เวลาช่วงหนึ่งลามไปจนเผาไหม้ทั่วห้องเผาไหม้ ซึ่งจะเป็นตำแหน่งที่ลูกสูบเคลื่อนที่ผ่านจุดสูงสุดไปเล็กน้อย เข้าสู่จังหวะกำลัง อากาศจะขยายตัวดันให้ลูกสูบเคลื่อนที่ลงมา การจุดระเบิดเร็วเกินไปจะทำให้เผาไหม้เร็วซึ่งลูกสูบยังอยู่ในจังหวะอัด ก่อนถึงตำแหน่งกำลัง จะทำให้เกิดแรงต้านการเคลื่อนที่ขึ้น ทำให้เสียกำลังและถ้ามากก็จะเกิดการน็อกหรือเครื่องยนต์เสียหายได้ แต่ถ้าช้าเกินไปลูกสูบเคลื่อนที่ลงมาในจังหวะกำลังมากแล้ว อากาศจึงเริ่มขยายตัวและดันลูกสูบ แทนที่จะดันตั้งแต่ตำแหน่งต้นๆ ของการเคลื่อนที่ลง ทำให้เกิดการสูญเสียกำลังเช่นกัน

คุณสมบัติของเอทานอลมีการเผาไหม้ช้ากว่าแก๊สโซลีน ทำให้ต้องใช้เวลาตั้งแต่เริ่มจุดระเบิดไปจนถึงเผาไหม้หมดนานกว่าแก๊สโซลีน ดังนั้นจึงต้องตั้งตำแหน่งจุดระเบิดให้เร็วขึ้น โดยการปรับตั้งที่จานจ่ายหรือที่ ECU ที่ควบคุมการจุดระเบิด

สำหรับชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือไม่   ต้องพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น

1)  ความร้อนในห้องเผาไหม้เปลี่ยนแปลง เพราะระยะเวลาการเผาไหม้ตั้งแต่เริ่มจุดระเบิดจนเผาไหม้หมด และค่าความร้อนแตกต่างจากเดิม

2)  การชะล้างผิวชิ้นส่วนที่สัมผัส เช่น บ่าวาล์ว กระบอกสูบ ลูกสูบ แหวนลูกสูบ เป็นต้น ซึ่งเอทานอลมีคุณสมบัติในการทำละลายหรือชะล้าง สารเคลือบน้ำมันหล่อลื่น หรือเขม่าต่างๆได้สูงกว่าแก๊สโซฮอล์

3)  การเกิดปฏิกิริยาต่อวัสดุที่แตกต่างจากเดิม

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะมีผลต่อวัสดุที่สัมผัส ชิ้นส่วนที่ต้องทำงานในสภาวะแวดล้อมตามที่กล่าวมา เช่น หัวเทียนต้องเป็นรุ่นที่รองรับต่อความร้อนในห้องเผาไหม้ที่เหมาะสมตรงกัน ซึ่งจากการเปรียบเทียบคุณสมบัติของแก๊สโซลีนและแก๊สโซลีนผสมเอทานอล E10 แล้วคุณสมบัติทั้งหมดจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมน้อยมาก ดังนั้นการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนหรือการปรับแต่งเกือบทั้งหมดที่กล่าวมาจะมีความจำเป็นน้อยที่จะต้องทำในการเปลี่ยนจากการใช้แก๊สโซลีนมาเป็น แก๊สโซฮอล์ E10   สิ่งที่จะต้องปรับแต่งเล็กน้อย เช่น ปริมาณการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง และองศาจุดระเบิด เพราะสามารถปรับแต่งได้ง่าย ไม่มีต้นทุนสูง และเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์ให้ได้สูงสุดในการใช้แก๊สโซฮอล์ E10 แต่ถ้าใช้แก๊สโซฮอล์ที่มีสัดส่วนเอทานอลสูงกว่านั้น เช่น E20 หรือ E85 ผู้ใช้ก็จะต้องพิจารณาปัจจัยที่นำเสนอมาเพื่อปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะสมที่สุด